โปรแกรมการตรวจต่อมไทรรอยด์ มีอะไรบ้าง ?

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์นั้นสำคัญ อย่าละเลย หมั่นสังเกตุอาการตัวเอง ตรวจวินิจฉัยเพื่อทำการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกวิธี

โปรแกรมการตรวจต่อมไทรรอยด์ มีอะไรบ้าง ?

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์นั้นสำคัญ อย่าละเลย หมั่นสังเกตุอาการตัวเอง ตรวจวินิจฉัยเพื่อทำการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกวิธี

มาทำความรู้จักกับกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นสัญญาณอันตราย ที่ทุกคนควรระวัง และเป็นอาการที่บ่งบอกว่าเราควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

เช็คด่วน !! ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

🩸โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน หากผู้ป่วยมีการควบคุมโดยการทานยาอย่างสม่ำเสมอ ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ปรับการกิน และดูแลตนเองให้ผลเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้
🍔ความอ้วน คนที่มีน้ำหนักมาก การลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน
🚬การสูบบุหรี่ เมื่อหยุดบุหรี่ก็จะสามารถลดความเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจได้ทันที หากหยุดบุหรี่ 1 ปี ก็จะลดโอกาสเสี่ยงของอาการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันลดลงได้ถึงร้อยละ 50 ทั้งนี้รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าก็มีผลเสียเช่นกัน
🏃การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากเช่นเดียวกัน
อาการโดยทั่วไปของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

วิธีการป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

โปรแกรมรายการตรวจหาเอ็นไซม์ มีอะไรบ้าง?

หัวใจคนเรา หากขาดการดูแล อาจส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วย และยากต่อการรักษา การตรวจสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรให้ความใส่ใจ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะแรก
จุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดี คือ การหันมาใส่ใจตัวเองและคนรอบข้าง

วัณโรค รู้ทัน ป้องกันได้ !

ตรวจ Acid-Fast Bacillus (AFB) เพื่ออะไร ?

วิธีการเก็บตัวอย่างเสมหะเพื่อส่งตรวจ ทำยังไง ?

โปรแกรมการตรวจ Acid-Fast Bacillus (AFB) มีอะไรบ้าง ?

รายการตรวจ Acid-Fast Bacillus (AFB) ราคา 120 บาท ระยะเวลารอผล 24 ชั่วโมงค่ะ

ปัจจัยอะไร ? ที่ส่งผลให้ Vitamin D ลดลง

เนื่องจากการขาดวิตามินดีทรงผลให้เกิดผลเสียกับร่างกายหลายอย่าง ปัจจัยที่สามารถส่งผลให้ วิตามินดี ในร่างกายลดลงได้
Vitamin D แหล่งอาหารจากธรรมชาติ หาง่ายใกล้ตัว

โปรแกรมการตรวจวิตามิน ดี (Vitamin D) มีอะไรบ้าง ?

วิตามินดี (Vitamin D) ที่ทุกคนรู้จักกันว่าเป็นตัวเสริมสร้างกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน
แต่รู้หรือไม่วิตามินดีไม่ได้มีดีแค่เรื่องกระดูกแต่มีประโยชน์มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในส่วนของระบบภูมิคุ้มกัน
เพราะวิตามินมีส่วนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคทำให้สามารถลดภาวะเสี่ยงต่อเชื้อโควิด-19 ได้ค่ะ
ดรีม คลินิกเทคนิคการแพทย์ พร้อมให้บริการตรวจระดับวิตามินดี (Vitamin D) ในราคาเพียง 1,490 บาท/ท่าน
รายการตรวจ วิตามิน


วิตามินช่วยอะไร ปัจจุบันวิตามินและความงามมักเป็นของคู่กันโดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวที่ต้องการให้ผิวพรรณของตนเองผ่องใส ไร้ริ้วรอย ไม่หมองคล้ำและแข็งแรงสามารถต่อสู้กับมลภาวะต่างๆได้
🍓วิตามิน A เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน และชะลอวัย เสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ยังมีประโยชน์ในแง่ลดการอุดตันของต่อมไขมัน
🍓วิตามิน C ลดอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ช่วยลดรอยด่างดำ ทำให้ผิวทนแดดได้ดีขึ้น
🍓วิตามิน E ส่วนช่วยในการขยายหลอดลม ต้านการแข็งตัวของเลือด และยังทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความคงทนมากขึ้นด้วย
🍓 วิตามิน B1 เป็นวิตามินที่ส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ป้องกันเหน็บชา โลหิตจาง และช่วยเสริมวิตามินและแร่ธาตุให้กับผู้ป่วยขาดสารอาหารที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักได้
🍓 วิตามิน B2 เป็นวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม เล็บ ช่วยให้ร่างกายย่อยคาโบไฮเดรต และเผาผลาญเพื่อเก็บเป็นพลังงาน นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของดวงตา และป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก
🍓 วิตามินบี B6 ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ป้องกันนิ่วในไต ช่วยให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
🍓 วิตามินบี B12 เป็นวิตามินที่ช่วยสร้างเม็ดเลือด บำรุงประสาท เพิ่มสมาธิ ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายดึงไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตไปใช้ สำหรับคนที่กินมังสวิรัติอาจจะทำให้ขาดโปรตีนชนิดนี้ได้ เพราะมีอยู่ในเนื้อสัตว์

รู้ทันธาลัสซีเมีย ความเสี่ยงที่คุณป้องกันได้ !

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่มีเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่มาสู่ลูก ทำให้มีอาการซีดเรื้อรังเป็นอีกโรคที่พบมากในประเทศไทย👪สิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเกิดผู้ป่วยรายใหม่คือ การวางแผนครอบครัวก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตร

ในประเทศไทยพบว่ามีพาหะของโรค ธาลัสซีเมียมากถึง ร้อยละ 30–40 ของประชากรในแต่ละปีมีทารกแรกเกิดเป็นโรคธาลัสซีเมียมากถึง 12,000 คน หรือประมาณ 12 คน ต่อเด็กเกิดใหม่ ทุกๆ 1,000 คนหากไม่มีการควบคุม ป้องกัน จะมีผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียเพิ่มขึ้น ๆ ไปตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น
รู้หรือไม่ว่า ? ธาลัสซีเมียมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

วิธีการดูแลผู้ป่วยที่เป็นธาลัสซีเมีย

จะรู้ได้อย่างไร ? ว่าเป็นธาลัสซีเมีย

การวางแผนก่อนมีลูกนั้นเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย ควรตรวจวินิจฉัยทารกก่อนคลอด ดังนั้นการป้องกันการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียควรมีการตรวจเลือด ว่าไม่ได้มียีนแฝงโรคนี้ก่อนที่ท่านจะวางแผนการมีบุตรครั้งต่อไป
รายการตรวจคัดกรองพาหะธาลัสซีเมีย เพื่อคู่รักที่วางแผนจะมีบุตร มาตรวจคัดกรองกันก่อนที่จะสายเกินแก้


สังเกตตัวเองด่วน!! สัญญาณเตือนอาการโรคเบาหวาน

🍎โรคเบาหวาน นั้นบางทีเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการอะไรบ่งบอก ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ หากไม่ได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ก็จะไม่ทราบว่าเป็นเบาหวาน จนกระทั่งโรคดำเนินไปมากแล้วจึงจะรู้ตัว
การวินิจฉัยโรคเบาหวานอาศัยการตรวจเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก ร่วมกับการดูอาการที่สามารถบ่งชี้ถึงโรคเบาหวานค่ะ

โปรแกรมการตรวจเบาหวาน มีอะไรบ้าง ?

👉เบาหวานในช่วงที่เริ่มเป็น โดยมากมักจะไม่มีอาการอะไร แต่หากปล่อยทิ้งไว้ จะเป็นเหมือนกับยาพิษออกฤทธิ์ช้าๆ ที่จะค่อยๆ กัดกินเส้นเลือดทั่วร่างกายไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย พอร่างกายเราทนไม่ไหว ก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆตามมา เช่น ต่อสมอง หัวใจ ไต ตา และเท้าค่ะ
🎈ลองสังเกตตัวเองดูว่ามีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานหรือไม่ หากมีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง และหากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน ก็ควรรีบรักษาให้ทันท่วงทีตั้งแต่ระยะแรก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะตามมาค่ะ

รู้หรือไม่ ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่สามารถเป็นโรคตับได้ง่าย

ตับ ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกายคนเรา ซึ่งมีหน้าที่สร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหารประเภทไขมัน ทำลายสารพิษเข้าสู่ร่างกาย กรองของเสียต่างๆ ให้เป็นของดีนำกลับมาใช้ในร่างกาย ดังนั้นถ้าตับทำงานผิดปกติหรือทำงานได้น้อยลง เช่น ตับอักเสบ มีไขมันพอกตับ จะส่งผลให้ร่างกายทำงานผิดปกติไปทั้งระบบ จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้
มารู้จัก 3 โรคตับยอดฮิตกันค่ะ🍺
1. ไขมันพอกตับ จะเกิดจากคนที่ชอบบริโภคไขมัน น้ำตาล ของหวาน หรือแป้งมากจนเกินไป พอร่างกายใช้ไม่หมด ก็จะไปสะสมเป็นไตรกลีเซอไรด์ในเซลล์ตับ นานๆเข้าก็อาจจะทำให้เซลล์ตับมีการอักเสบได้ โดยเฉพาะคนเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ดูแลตัวเอง ไม่มีเวลาออกกำลังกาย รวมถึงคนที่มีโรคเบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือดสูง โรคนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนอ้วน แต่คนผอมที่อ้วนลงพุงก็สามารถเป็นได้เช่นกัน
2. ตับแข็ง สาเหตุหลักเกิดจากไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และไขมันพอกตับเรื้อรัง โดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แอลกอฮอล์จะยิ่งดูดซึมสะสมอยู่ที่ตับ พาไขมันไปเกาะตับ และเป็นตับแข็งในที่สุด แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเข้าสังคม แนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกินวันละ 30 กรัมในผู้ชาย และ 15 กรัมในผู้หญิง เบียร์ 1 กระป๋องมีแอลกอฮอล์ประมาณ 13 กรัม
3. ไวรัสตับอักเสบบี ซี โรคนี้เป็นโรคติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ และเมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายก็จะไปทำลายเซลล์ตับอย่างเงียบๆ หากไม่ตรวจ และปล่อยไว้โดยไม่รับการรักษา ก็จะส่งผลกระทบทำให้ตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด
โรคตับปกติแล้วจะไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทางที่ดีเราต้องสังเกตอาการของเราอยู่เสมอ และวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเราจะได้ทราบว่าตับเรายังปกติดีอยู่

ทำความรู้จักกับโรคไวรัสตับอักเสบ
✔️ไวรัสตับอักเสบ A #พบได้บ่อย
การติดต่อ : ติดต่อทางอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค
อาการ : ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน ดีซ่าน
✔️ไวรัสตับอักเสบ B #พบได้บ่อย
การติดต่อ : ติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ จากมารดาสู่บุตร
อาการ : ตับอักเสบรุนแรง อาจพัฒนาไปเป็นโรคตับ มะเร็งตับ
✔️ไวรัสตับอักเสบ C
การติดต่อ : ติดเชื้อทางเลือด เพศสัมพันธ์
อาการ : ตับอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นตับแข็ง มะเร็งตับได้
✔️ไวรัสตับอักเสบ D
การติดต่อ : ติดเชื้อทางเลือด กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B
อาการ : ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยตับเรื้อรังรุนแรงเสี่ยงเสียชีวิตได้
✔️ไวรัสตับอักเสบ E
การติดต่อ : เกิดจากทานอาหารที่ปรุงไม่สุก เช่น เนื้อหมู สัตว์ปีก
อาการ : ตาเหลือง ตัวเหลือ อ่อนเพลีย
อาการผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี เป็นอย่างไร ?

🌐ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือน หลังติดเชื้อ
🌐มีไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องด้านชายโครงขวา
🌐คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เป็นผื่น ปวดข้อ
🎈จะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์ และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้
🎈ใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย (5-10%) ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมด ทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังค่ะ
รู้หรือไม่ ? ไวรัลตับอักเสบบีมีกี่ประเภท

โปรแกรมการตรวจการทำงานของตับ มีอะไรบ้าง ?

โปรแกรมตรวจ คัดกรองไวรัสตับอักเสบ และการทำงานของตับ มีอะไรบ้าง ?


เช็คด่วน! คุณมีอาการ “ โลหิตจาง” หรือไม่

ภาวะโลหิตจางหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าภาวะซีด เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ส่งผลทำให้มีอาการตั้งแต่อาการเหนื่อยง่าย เช่น เดิมขึ้นบันไดสองสามชั้นไม่เหนื่อย ต่อมากลับเหนื่อยมากขึ้น หรือบางคนอยู่เฉยๆ ก็อาจรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียก็ได้ หากเป็นโลหิตจางรุนแรง อาจกระทบการทำงานของหัวใจ เกิดภาวะหัวใจทำงานมากขึ้นจนถึงขั้นหัวใจล้มเหลว หรือกระทบกับการทำงานของสมอง ทำให้มีอาการวูบหรือหมดสติได้
โปรแกรมการตรวจ ภาวะโลหิตจาง (Anemia) เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเลือดแดงและปริมาณธาตุเหล็กในเลือด


โรคมะเร็งอะไรบ้าง ? ที่พบบ่อยในคนไทย

🌐 มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี
โรคมะเร็งตับ เป็นโรคที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ซึ่งพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30- 70 ปี โรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดง ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุด
โรคมะเร็งท่อน้ำดี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยพบว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้มาจากการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
🌐 มะเร็งปอด
โรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในผู้ชายไทย สาเหตุหลักของมะเร็งปอดมาจากการสูบบุหรี่ หรือรับควันบุหรี่ โดยอาการเริ่มแรกมักมีการไอเสมหะหรือไอมีเลือด เจ็บหน้าอก หายใจดังและถี่ ความอยากอาหารลดลง เป็นต้น
🌐 มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกวัยโดยเฉพาะคนทำงาน อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่มักปรากฏให้เห็นเช่น อุจจาระมีเลือดปน น้ำหนักลด มีอาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
🌐 มะเร็งเต้านม
โรคมะเร็งเต้านม พบมากในผู้หญิงตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป โรคมะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม โดยสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมมีหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ อายุ มีประจำเดือนตอนอายุน้อย ๆ หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ เป็นต้น
🌐 มะเร็งปากมดลูก
โรคมะเร็งปากมดลูก พบในผู้หญิงและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย มักพบในช่วงอายุ 30-70 ปี โดยพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักๆ คือ เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
เชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) คืออะไร?

เชื้อเอชพีวี (HPV) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อเนื้อเยื่อบุผิว และก่อให้เกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนักทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ด้วยการสัมผัสเชื้อโดยตรง หรือการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ ผู้ที่มีเชื้อ HPV อยู่ในร่างกาย มักไม่มีอาการแสดงใด ๆ จึงอาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพบเชื้อชนิดนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากที่สุดคือ สายพันธุ์ 16 และ 18
สาเหตุโรคมะเร็งปากมดลูก

เชื้อ HPV มีบทบาทสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก เมื่อเซลล์ปกติที่อยู่บริเวณปากมดลูกเกิดการกลายพันธุ์จะส่งผลให้เกิดเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งได้ อย่างไรก็ตามคนส่วนมากที่ได้รับเชื้อไวรัส HPV เซลล์อาจจะยังไม่พัฒนาเป็นมะเร็งตั้งแต่แรกที่ได้รับเชื้อ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหรือรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลอาจส่งผลต่อการเกิดโรคด้วยเช่นกัน
ใครมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกบ้าง ?

ผู้หญิงแทบทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคน โดยพบว่าวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่พบการติดเชื้อ HPV มากที่สุด ดังนั้นการป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเด็กหญิงเข้าสู่วัยรุ่น จากการศึกษาพบว่าร้อยละ 50-80 ของผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วมีโอกาสติดเชื้อ HPV อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต แม้จะมีคู่นอนเพียงคนเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อได้ และแม้ว่าร้อยละ 90 ของผู้หญิงที่ติดเชื้อ HPV แล้ว จะสามารถกําจัดเชื้อได้เอง แต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้หญิงคนใดสามารถกําจัดเชื้อร้ายนี้ได้ ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อจึงมีความสําคัญมาก
การตรวจเอชพีวี ดีเอ็นเอ มีข้อดีอย่างไร?

👉การเก็บตัวอย่างด้วยวิธีดั้งเดิมอาจไม่ได้ตัวอย่างที่สมบูรณ์ สำหรับใช้หาเชื้อในกระบวนการทางห้องปฏิบัติการเพราะเป็นการตรวจหาในระดับเซลล์ ซึ่งต่างจากการตรวจเอชพีวี ดีเอ็นเอ ที่สามารถตรวจหาเชื้อในระดับดีเอ็นเอได้
👉การตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีดั้งเดิม อาจเกิดความผิดพลาดขณะการอ่านผลภายในห้องปฏิบัติการได้
👉สามารถระบุได้ว่าเป็นการติดเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16 หรือ 18
👉สามารถตรวจหาความเสี่ยงในการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งได้ ถึงแม้เซลล์ในปากมดลูกจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
วิธีการตรวจมะเร็งปากมดลูก มาเปรียบเทียบให้ดู 3 วิธีกัน


โรคเก๊าท์เกิดจากอะไร ?

เก๊าท์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่ทำให้มีอาการปวดแสบร้อน บวม แดงตามข้อต่ออย่างเฉียบพลันเป็นระยะ ๆ อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อเดียวหรือหลายข้อต่อพร้อมกัน
โรคเก๊าท์เป็นผลมาจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งเป็นภาวะของร่างกายที่มีการสะสมของกรดยูริกในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดการตกผลึกตามข้อต่าง ๆ จนเกิดอาการปวดบวมตามข้ออย่างรุนแรงและอาการอื่นๆ ของโรคตามมา
กรดยูริกเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

👉 กรดยูริกมาจากการย่อยสารพิวรีนซึ่งมีอยู่มากในอาหารประเภทสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ผักกินยอด เช่น กระถินหรือชะอม
👉 ปกติเราสามารถกำจัดกรดยูริกได้ทางปัสสาวะ แต่สำหรับบางคนที่ไม่สามารถขับกรดยูริกได้ตามปกติ และทานอาหารพวกสัตว์ปีกหรือเครื่องในสัตว์มากเกินไปเมื่อร่างกายขับกรดยูริกออกได้ไม่หมดก็จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะที่บริเวณข้อกระดูก ผนังหลอดเลือดและไต
👉 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ถ้าเราหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูงก็จะช่วยลดกรดยูริกในร่างกายได้ และทานผลไม้เยอะๆ ก็จะช่วยขับกรดยูริกออกมาได้
ระวัง!! อาการเสี่ยงเป็นโรคเก๊าท์

อาการของโรคเก๊าท์

อาการของโรคเก๊าท์ปฐมภูมิ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ
✅ระยะที่ไม่มีอาการ : ตรวจพบกรดยูริคในเลือดสูงเท่านั้น
✅ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน : เริ่มปวดบวมที่ข้อเท้าหรือหัวแม่เท้า อาการปวดข้อรุนแรงมากจนเดินไม่ได้หรือเดินลำบาก หากรับการรักษาอาการจะหายสนิทได้ภายใน 1-3 วัน หากปล่อยไว้ก็อาจหายเองได้ภายใน 4-6 วัน
✅ระยะเป็นๆ หายๆ : อาการข้ออักเสบจะกำเริบเป็นซ้ำที่เดิมเป็นๆหายๆ เริ่มแรกอาจกำเริบปีละ 1-2 ครั้ง ต่อมาถี่ขึ้นเป็นปีละ 4-5 ครั้ง ข้ออักเสบจะเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 1-2 ข้อ, 3-4 ข้อ จนเป็นหลายๆข้อ เช่น ที่ข้อเท้า 2 ข้าง, เข่า ช่วงเวลาที่ข้ออักเสบจะยาวขึ้น เช่น เป็นครั้งละ 5-7 วัน, 7-10 วัน เป็นต้น
✅ระยะข้ออักเสบเรื้อรัง : มีข้ออักเสบหลายข้อ และเป็นตลอดเวลา ไม่มีช่วงเว้นว่างหายสนิทอีกระยะนี้มักจะมีปุ่มก้อนขึ้นตามข้อต่างๆที่มีอาการอักเสบ เช่น ที่ตาตุ่มของเท้า หัวแม่เท้า ข้อศอก เข่า ข้อมือ เป็นต้น ปุ่มเหล่านี้ คือ ก้อนผลึกยูเรทที่สะสมมากขึ้นๆ บางครั้งจะแตกออกเป็นสารขาวๆ คล้ายยาสีฟันไหลออกมา หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยจะมีข้อพิการผิดรูปปวดทุกข์ทรมานมาก และอาจมีโรคไตวายแทรกซ้อนได้
สาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์

เมื่อเป็นเก๊าท์แล้ว ต้องทานอาหารอย่างไรจึงจะเหมาะสม ?

เนื่องจากกรดยูริกเกิดจากการเผาผลาญสารพิวรีนในอาหาร ดังนั้นอาหารที่มีสารพิวรีนสูงจึงทำให้คนที่เป็นโรคเกาต์มีอาการกำเริบได้
👉 อาหารที่มีพิวรีนสูงมีอะไรบ้าง ?
• กุ้ง
• น้ำต้มกระดูก
• ซุปก้อน
• กาแฟ
• น้ำอัดลม
• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• เห็ด
• เนื้อสัตว์ปีกทุกชนิด
• เครื่องในสัตว์ทุกชนิด
• ปลาดุก ปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน
• ผักชะอม ผักกระถิน ผักสะเดา
โปรแกรมอะไรบ้างที่สามารถตรวจเก๊าท์ได้ ?

