เช็คด่วน!! คุณเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์หรือไม่

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง ผู้ป่วยจะมีข้ออักเสบพร้อมกันหลายๆข้อ เช่น ข้อมือ ข้อนิ้วมือ ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า ที่ไม่ใช่อาการปวดเมื่อยทั่วไป เมื่อข้ออักเสบเป็นเวลานานข้อจะถูกทำลาย ทำให้ข้อผิดรูป และเกิดความพิการตามมาได้ นอกจากอาการทางข้อแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแสดงในอวัยวะอื่นๆ นอกจากข้อได้ด้วย
การป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการพัฒนาไปเป็นโรคอื่นๆได้ มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง ?

👉โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากยาที่ใช้รักษา ที่ส่งผลให้กระดูกเสื่อมและเปราะบางลงจนถึงขั้นแตกร้าวได้ง่าย
👉ปุ่มรูมาตอยด์ (Rheumatoid Nodules)
เป็นปุ่มเนื้อนิ่มๆ ที่ขึ้นตามบริเวณข้อต่อที่มีการเสียดสีอยู่บ่อยๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า ข้อศอก และข้อนิ้ว นอกจากนี้ปุ่มรูมาตอยด์ยังสามารถเกิดได้ทุกที่ในร่างกายและสามารถเกิดบริเวณปอดได้ด้วย
👉การติดเชื้อ ยาบางชนิดที่ใช้รักษาสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายอ่อนแอลง และทำให้เกิดการติดเชื้อในผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น
👉ตาแห้งและปากแห้ง สามารถพบผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ที่เป็นโรคโจเกรน (Sjogren’s Sysdrome) ร่วมด้วย โดยที่โรคโจเกรนเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ทำให้เกิดอาการปากและตาแห้ง คล้ายกับมีเม็ดทรายในดวงตาหรือรู้สึกเหมือนมีสำลีอยู่ในปาก มักพบในผู้ป่วยผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
👉ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ
ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีภาวะเสี่ยงในการเป็นภาวะหลอดเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดแข็ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอักเสบภายในร่างกาย
👉โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)หากผู้ป่วยมีอาการอักเสบที่บริเวณข้อมืออาจจะทำให้มีการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ซึ่งจะมีผลต่อการใช้งานข้อมือและนิ้วมือ
👉โรคปอด ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์มีความเสี่ยงที่จะเกิดพังผืดบริเวณปอด ซึ่งจะส่งต่อระบบทางเดินหายใจทำให้หายใจลำบากหรือหายใจสั้นขึ้น
🩺อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทุกคนเสมอไปที่จะมีภาวะแทรกซ้อน และไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นทุกภาวะแทรกซ้อนที่กล่าวมา การดูแลสุขภาพตั้งแต่ระยะแรกๆ หรือการรู้ต้นตอสาเหตุที่จะเกิดขึ้นได้เร็วก็จะยิ่งทำให้เราสามารถแก้ปัญหาสุขภาพได้เร็วยิ่งขึ้น
อาการของโรครูมาตอยด์มีอะไรบ้าง ?

โรคข้ออักเสบที่มีความคล้ายกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ได้แก่ โรคเอสแอลอี (SLE) โรคข้ออักเสบ SNSA โรคเก๊าท์ โรคข้ออักเสบติดเชื้อ โรคข้ออักเสบที่พบร่วมกับโรคมะเร็ง
🥦อาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จริงๆแล้วเป็นอย่างไร มีอาการแบบไหน
✔️ปวดข้อ และข้ออักเสบเรื้อรัง ต่อเนื่องนานเกิน 6 สัปดาห์ โดยเฉพาะบริเวณข้อนิ้วมือ และข้อมือ
✔️อาการข้อฝืดแข็ง ตึง อาจเกิดขึ้นหลังจากที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว เช่น ตอนตื่นนอนในตอนเช้า หรือนั่งเป็นเวลานาน ๆ
✔️กรณีอาการรุนแรง ข้ออาจอักเสบได้ทุกข้อทั่วทั้งร่างกาย รวมทั้งข้อไหล่ ข้อศอก ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อนิ้วเท้า อาจมีไข้ต่ำ ๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดร่วมด้วยได้
🌐ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ประมาณ 40% จะพบว่ามีอาการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อต่อและอาจส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ผิวหนัง ดวงตา ปอด หัวใจ ไต ต่อมน้ำลาย เส้นประสาท ไขกระดูก หลอดเลือด อาการและสัญญาณของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจแตกต่างกันไปตามความรุนแรง และอาการอาจกำเริบและสงบลงเป็นพัก ๆ ได้
อะไรคือสาเหตุของการเกิด”โรครูมาตอยด์”

👉ปัจจุบันสาเหตุของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง
1.การถ่ายทอดทางพันธุกรรม การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นรูมาตอยด์
2.การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิดอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคได้
3.การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์และยังมีผลที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มความรุนแรงของโรคมากขึ้น
4.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ได้รับสารบางอย่าง เช่น ใยหินและซิลิกา อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์
เมื่อเป็น”โรครูมาตอยด์”ควรหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง ?

การเลี่ยงอาหารที่จะทำให้เกิดผลเสียและเป็นตัวกระตุ้นที่มีส่วนทำให้อาการของเรากำเริบขึ้นได้
✔️อาหารทอด เนื่องจากมีสาร AGE เป็นสารพิษที่ส่งผลเสียต่อร่างกายสามารถกระตุ้นการเกิดโรครูมาตอยด์ได้
✔️อาหารที่ถูกขัดสี พบได้ในน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต
✔️นมทุกชนิด เนื่องจากโปรตีนจะกระตุ้นอาการที่ข้อได้
✔️อาหารที่เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 6 เช่น อาหารอบหรืออาหารทานเล่น ที่สามารถกระตุ้นโรครูมาตอยด์ได้
✔️อาหารที่กระตุ้นให้เกิดกรด เช่น ถั่ว หรือโปรตีนจากสัตว์ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาแฟ
✔️อาหารที่มีไขมันไม่ดี (LDL) พบได้ในเนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ปีก หรือในชีส ขนมเค้ก เป็นต้น
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ รักษาวิธีไหนได้บ้าง ?

💊การรักษาด้วยยา ยารับประทานและยาฉีด เพื่อลดการอักเสบของข้อ ชะลอ และป้องกันการทำลายข้อในระยะยาว
👨⚕️กายภาพบำบัด และการออกกำลังกายควบคู่
นักกายภาพจะช่วยสอนให้ผู้ป่วยบริหารร่างกายเพื่อให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่น ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือที่ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดที่ข้อได้
👩🔬การผ่าตัด หากการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล การผ่าตัดเปลี่ยนใส่ข้อเทียม ในกรณีที่ข้อถูกทำลายไปมากแล้ว ช่วยลดความเจ็บปวด และแก้ไขความพิการ ซึ่งอาจใช้การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวหรือรวมไปถึงวิธีอื่น ๆ เช่น การผ่าตัดเยื่อหุ้มข้อ การเย็บซ่อมเส้นเอ้นรอบข้อต่อ ผ่าตัดรวมข้อ และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม
❗️อย่างไรแล้วโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงจำเป็นต้องติดตามการรักษา และรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมโรคไม่ให้กลับมารุนแรง การรักษาจะประสบความสำเร็จได้ดี เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีแรกที่เริ่มมีอาการ หากเริ่มมีอาการปวดข้อ หรือข้อบวม แดง ควรรีบรับการตรวจวินิจฉัยแลรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
โปรแกรมตรวจโรครูมาตอยด์มีอะไรบ้าง ?













